การคาดการณ์ปริมาณผลผลิต และราคาลำไยตามฤดูกาล (ภาคเหนือ) ปีการผลิต 2561 มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 : โดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

 ลำไยเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล มีพื้นที่เพาะปลูกในประเทศมากกว่า 1.17 ล้านไร่ ซึ่งแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญร้อยละ 75 ของพื้นที่อยู่ทางภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา และน่าน ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จันทบุรี และสระแก้ว ซึ่งผลผลิตลำไยของประเทศไทยในแต่ละปี นอกจากนำไปบริโภคภายในประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกในลักษณะต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งลำไยสด ลำไยอบแห้ง ลำไยแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์ลำไย ซึ่งตลาดส่งออกลำไยสดที่สำคัญ ได้แก่ เวียดนาม จีน และอินโดนีเซีย ส่วนลำไยอบแห้งมีตลาดใหญ่ที่สุด คือ เวียดนาม จีนและเมียนมา
          โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกลำไยสด 20,971 ล้านบาท ลำไยอบแห้ง 11,110 ล้านบาท ลำไยแช่แข็งและผลิตภัณฑ์ลำไย 747 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 32,828 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึงร้อยละ 58.43 สำหรับปริมาณผลผลิตและราคาลำไยตามฤดูกาลของภาคเหนือปี 2561 จะไปในทิศทางใดนั้น ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงได้ทำการวิเคราะห์และคาดการณ์ข้อมูลโดยการพรรณนาจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลต่อปริมาณผลผลิตและราคาลำไยตามฤดูกาลของภาคเหนือ
          ผลการวิเคราะห์พบว่า
          ปริมาณผลผลิตลำไยตามฤดูกาล (เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน) จะลดลงประมาณร้อยละ 20-30 เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณผลผลิตในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 เนื่องจากปัจจัยทางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงแม้ว่าในปีนี้สภาพอากาศจะไม่แห้งแล้ง แต่ในหลายพื้นที่ประสบกับพายุฝนและพายุฤดูร้อนในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้ดอกลำไยร่วงเสียหาย และติดผลน้อยลง ประกอบกับเกษตรกรบางส่วนปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตไม่เป็นการผลิตลำไยนอกฤดูกาล ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลำไยตามฤดูกาลในภาพรวมลดลง
          ส่วนราคาลำไยตามฤดูกาลที่เกษตรกรได้รับในปี 2561 นี้ คาดการณ์ว่าราคาจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรืออาจลดลงเล็กน้อยประมาณร้อยละ 10-20 หรือประมาณ 5-10 บาท/กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับราคาผลผลิตลำไยในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 เนื่องจากแม้ว่าปริมาณผลผลิตลำไยในปีนี้ปริมาณน้อยลง แต่ปริมาณการรับซื้อจากหลายประเทศ (เช่น อินโดนีเซีย และจีน) ก็ลดลงด้วยเช่นเดียวกัน โดยราคาลำไยในช่วงต้นฤดูกาลแบบตะกร้า (มัดปุก) จะมีราคาประมาณ 25-30 บาท/กิโลกรัม และจะค่อยๆ ลดลงจนเหลือประมาณ 15-16 บาท/กิโลกรัม เมื่อปริมาณลำไยส่วนใหญ่ออกสู่ตลาด
          ส่วนลำไยแบบร่วงในปีนี้มีโอกาสที่ราคาจะต่ำมาก โดยขนาด AA อาจจะมีราคาเหลือเพียงประมาณ 12-15 บาท/กิโลกรัม ขนาด A อาจจะมีราคาเหลือเพียงประมาณ 8-10 บาท/กิโลกรัม และขนาด B อาจจะมีราคาเหลือเพียงประมาณ 4-5 บาท/กิโลกรัม ตามลำดับ เนื่องจากล้งหรือพ่อค้ารายย่อยหลายรายไม่รับซื้อ
          สำหรับประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ ที่ทางศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตรได้รับข้อมูลจากการลงพื้นที่สังเกตและสัมภาษณ์เกษตรกรในพื้นที่ พบว่า ปัญหาเกี่ยวกับลำไยตามฤดูกาลของภาคเหนือที่สำคัญและควรเร่งแก้ไขเป็นอันดับแรก คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บผลผลิตและการคัดลำไย เนื่องจากแรงงานไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตลำไยในพื้นที่ ทำให้เกิดปัญหาต้นทุนในการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่สูง และยังทำให้การขายลำไยแบบมัดปุกที่ได้ราคาสูงกว่าไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากมีค่าจ้างแรงงานที่สูง มีความเสี่ยงต่อการตรวจสอบขนาดของลำไยจากผู้รับซื้อ และใช้เวลาในการคัดลำไยมากกว่าการขายแบบรูดร่วง ซึ่งหากไม่สามารถเก็บผลผลิตขายได้ทัน อาจทำให้ผลลำไยสุกคาต้นเกิดความเสียหายได้
          ซึ่งจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานดังกล่าวทำให้เกษตรกรหลายรายตัดสินขายลำไยแบบเหมาสวนให้กับล้งหรือพ่อค้ารายย่อย และจากการสัมภาษณ์ยังพบอีกว่าเกษตรกรในพื้นที่ยังขาดการเปิดรับองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้านการผลิตลำไยที่ถูกวิธีจากหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภายนอกต่างๆ อาทิ เกษตรอำเภอ มหาวิทยาลัย และ ธ.ก.ส.เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เช่น การตัดแต่งกิ่งลำไย การตัดช่อดอก และการใช้ปุ๋ย/สารเคมี เนื่องจากเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในพื้นที่ยังเป็นสังคมเกษตรแบบดั้งเดิมคือผลิตเพื่อยังชีพ และยังเสียดายผลผลิตที่จะต้องเสียไปจากการตัดแต่งกิ่งและช่อดอกลำไย
          ทำให้ได้ผลผลิตลำไยในเกรดที่ตลาดไม่ต้องการมีสัดส่วนที่สูง

  

2,486 total views, 3 views today

วีระยุทธ แสนสุข นักประชาสัมพันธ์ : เขียนข่าว / ลงข่าว

ส่งข่าวประสัมพันธ์ได้ที่ โทรสาร  053-873041 E-mail mjuradio@gmail.com